ช่วงปิดเทอมอย่างนี้กิจกรรมสุดหรรษาของครอบครัว คือ ออกไปท่องเที่ยวตามสถานที่ต่าง ๆ ให้เลือกมากมาย ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ สวนสนุก สวนน้ำ เป็นต้น แต่ละที่คนเนืองแน่นจนไม่รู้ว่าใครเป็นใคร อาจทำลูกเกิดพลัดหลงกับพ่อแม่ได้ มาสอนลูกหลานให้รู้จักระมัดระวังตัวเพื่อป้องกันปัญหาเด็กหายกันค่ะ ติดตามอ่าน
โอกาสที่ลูกจะพลัดหลง
ครอบครัวที่มีลูกอยู่ในวัยซนมีโอกาสสูงที่จะเกิดการพลัดหลงได้ มาดูกันค่ะว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้เด็กพลัดหลง1. วัย
โดยเฉพาะเด็กในช่วงวัย 1 – 6 ปี เด็กมักจะคิดไม่เหมือนผู้ใหญ่ มักคิดอะไรง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน ตามช่วงวัยของเขานั่นเอง เห็นอะไรสวยงามล่อใจก็เดินไปมอง อาจเผลอปล่อยมือจากคุณพ่อคุณแม่ได้ จึงควรอยู่ในความดูแลอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเด็กเล็กควรจูงมือไว้ตลอดเวลา ถ้าไม่สามารถสามารถจับมือได้ก็ต้องมองตลอดเวลาอย่าให้คลาดสายตา แต่ถ้าวัยประมาณ 5-6 ปี อาจจะบอกหรือสอนได้ แต่ก็ไม่แน่ว่าเจ้าหนูจะทำตามที่บอกหรือไม่ จูงมือกันไว้ปลอดภัยที่สุดค่ะ2. นิสัย
นอกจากเรื่องวัยแล้ว ลักษณะนิสัยของเด็กแต่ละคนก็มีส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการพลัดหลงหรือเด็กหาย ได้ เช่น เด็กซนหรือเด็กที่มีสมาธิสั้น มีแนวโน้มจะพลัดหลงได้ง่าย หรือเด็กยิ่งเล็กเท่าไหร่ เขาจะพุ่งตรงไปจุดที่ล่อตาล่อใจ จุดที่เขาสนใจได้ง่าย ซึ่งลูกจะเดินแยกออกไปหาสิ่งที่เขาสนใจทันที คุณแม่สั่งไว้อย่างไร เชื่อเถอะ ลืมหมด!!! สำหรับเด็กที่เชื่อฟังก็จะลดปัญหาการพลัดหลงไปได้บ้าง แต่ก็ต้องระมัดระวังเช่นเดียวกันป้องกันเด็กหาย!!! เริ่มที่พ่อแม่สอนลูกให้ถูกทาง
จากรายงานสถิติข้อมูลเด็กหายของมูลนิธิกระจกเงาพบว่า สถิติปี 2558 มีการแจ้งเด็กหายแล้ว 297 คน ขณะที่สถิติปี 2557 มีเด็กหาย 675 คน ปี 2556 มีเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี หาย 550 คน โดยมีสาเหตุสำคัญอันดับหนึ่ง คือ1.หนีออกจากบ้าน เพราะติดเกม
2.ถูกล่อลวงจากการเล่นแชทไลน์ เฟสบุ๊ค
3.พลัดหลง
4.ถูกลักพาตัวเพื่อไปใช้แรงงานขอทาน
เรื่องน่ารู้ ***** สถานที่ที่เด็กหายมากที่สุดคือ “หน้าโรงเรียน” *******
เมื่อคุณพ่อคุณแม่ทราบสถิติเช่นนี้แล้ว ชวนให้ตกใจว่า โอกาสของเด็กหายมันถึงอยู่ใกล้ตัวเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นทางที่ดีควรปลูกฝังลูกหลานให้รู้จักระมัดระวังตัวเพื่อความ ปลอดภัย ดังนี้
10 วิธีปฏิบัติป้องกันปัญหาเด็กหาย
1. คุณพ่อคุณแม่ต้องสอนให้ลูกจดจำชื่อนามสกุลจริงของตัวเองและของคุณพ่อคุณแม่ รวมถึงหมายเลขโทรศัพท์ที่ติดต่อได้ และหมายเลขสำคัญเช่น 191 หรือ 1599 (ศูนย์ปฏิบัติการตำรวจแห่งชาติ) เป็นต้น2. คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรปล่อยให้ลูกอยู่บ้านตามลำพัง แต่หากมีความจำเป็นที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ต้องสอนให้เด็กรู้จักระมัดระวังตัว และบอกคนแปลกหน้าว่าไม่ได้อยู่คนเดียว และอย่าเปิดประตูบ้านให้คนแปลกหน้าเด็ดขาด
3. ในกรณีที่ลูกเลิกเรียนแล้วแต่ยังอยู่ที่โรงเรียน ต้องกำชับลูกว่าให้อยู่แต่ในโรงเรียน อย่าออกมายืนรอตามลำพังที่สำคัญให้อยู่ในเขตรั้วโรงเรียนเท่านั้น
4. สอนให้ลูกให้อยู่ห่างจากรถที่มาจอดเทียบใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถเก๋ง หรือรถจักรยานยนต์ แม้คนขับจะมีท่าทีว่ารู้จักเด็กมาก่อนก็ตาม ให้เด็กรู้จักวิธีการหลบหลีกโดยเดินไปในที่ที่มีคนพลุกพล่าน หรือไปหาป้อมตำรวจทื่อยู่ใกล้ๆ
5. สอนลูกไม่ให้ไปเล่นในที่เปลี่ยว ที่รกร้าง ที่ลับตาคน แม้ว่าที่นั้นจะเป็นที่ที่คุ้นเคยก็ตาม
6. สอนลูกอย่ารับของจากคนแปลกหน้า เพราะคนร้ายส่วนใหญ่จะอาศัยวิธีการให้ขนมหรือของเพื่อตีสนิท
7. อย่าปล่อยให้ลูกรอในรถโดยลำพัง แม้จะเข้าไปทำธุระเพียงไม่กี่นาทีก็ตาม เพราะคนร้ายอาจใช้ช่วงเวลานี้ลักพาตัวเด็ก หรือขโมยรถแล้วเอาทรัพย์สินในรถไป
8. อย่าปล่อยให้เด็กไปเข้าห้องน้ำสาธารณะตามลำพังเด็ดขาด
9. หากเด็กจำเป็นต้องไปพักแรมควรมีผู้ใหญ่ดูแลใกล้ชิดเสมอ
ตำรวจฝากบอก : คุณพ่อคุณแม่ควรปรับข้อมูลของลูกให้ทันสมัยอยู่เสมอ เช่น ภาพถ่ายปัจจุบัน ประวัติทางการแพทย์ รวมถึงข้อมูลการพิมพ์รายนิ้วมือ ดีเอ็นเอ เพื่อประโยชน์ในการยืนยันตัวบุคคล หากเกิดกรณีที่ลูกหาย จะได้มีข้อมูลในการตามหาตัวเด็กได้
เรื่องน่ารู้
พบเห็นเด็กต้องสงสัยว่าถูกลักพาตัวก็สามารถแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หรือแจ้งเด็กหายโดยไม่ต้องรอให้ครบ 24 ชม.– ได้ที่โทร.1599 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.)
ที่มา : http://th.theasianparent.com/
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น